"การขอตั้งผู้จัดการมรดก"
กฎหมายบอกว่า การตั้งผู้จัดการมรดกนั้นจะต้องมีเหตุที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ซึ่งเหตุที่ว่ามานี้ก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน
ประการแรก เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรม หรือผู้รับพินัยกรรมได้สูยหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาจักร หรือเป็นผู้เยาว์
ประการที่สอง เมื่อผู้จัดการมรดก หรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก หรือในการแบ่งปันมรดก
ประการที่สาม เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใดๆ
ส่วนผู้ที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้นก็ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ คือ
๑) ทายาท
๒) ผู้มีส่วนได้เสีย
๓) พนักงานอัยการ
อนึ่ง หากเป็นกรณีการตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดนั้น ถ้าไม่มีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก โดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกครับ
เลขที่ ๕๐/๕,๕๐/๖ ซอยสุขุมวิท ๔๒ ถนนพระรามที่ ๔ แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐ มือถือ ๐-๘๗-๐๖๒-๙๓๗๒ โทร./Fax: ๐-๒๑๑๖-๔๓๕๕ E-mail:nawin_law@hotmail.com
วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
"วิธีแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวม"
ประการแรก แบ่งทรัพย์สินโดยเจ้าของรวมตกลงกันเองหรือ
ประการที่สอง ตกลงขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน
ประการที่สาม หากตกลงกันไม่ได้ต้องให้ศาลชี้ขาด และศาลอาจสั่งดังนี้
๑) ให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่งหรือ
๒) ให้ขายโดยประมูลราคากันเองระหว่างเจ้าของรวม หรือขายทอดตลาดก็ได้ครับ!!!!!!!!!!!
ประการแรก แบ่งทรัพย์สินโดยเจ้าของรวมตกลง
ประการที่สอง ตกลงขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินมาแ
ประการที่สาม หากตกลงกันไม่ได้ต้องให้ศาลชี้ข
๑) ให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่งหรือ
๒) ให้ขายโดยประมูลราคากันเองระหว่
วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555
เหตุฟ้องหย่า
ถาม สามีภริยาเมื่อจดทะเบียนสมรสกันแล้ว หากประสงค์ที่จะหย่าขาดกับอีกฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายนั้นไม่ยินยอมที่จะหย่า คู่สามีภริยาฝ่ายที่ต้องการหย่ากับอีกฝ่ายหนึ่งจะทำการฟ้องหย่าได้หรือไม่อย่างไร?
ตอบ การฟ้องหย่าเพราะอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่าให้นั้น คู่สามีภริยาที่มีความประสงค์จะหย่าขาดกับอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องได้รับความเสียหายถูกอีกฝ่ายหนึ่งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายดังต่อไปนี้ ศาลจึงจะพิพากษาให้สามีภริยาหย่าขาดจากกันได้
ประการแรก สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้ หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ
ประการที่สอง สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
ประการที่สาม สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งทั้งนี้ต้องเป็นการร้ายแรง
ประการที่สี่ สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี
ประการที่ห้า สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษา ถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้ อีกฝ่ายหนึ่ง ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินควร
ประการที่หก สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี
ประการที่เจ็ด สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ประการที่แปด สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ถ้าการกระทำนั้น ถึงขนาดที่ อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
ประการที่เก้า สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้
ประการที่สิบเอ็ด สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง อันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง และ โรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้
สิ้นสุดสมรสด้วย “การหย่า”
เมื่อชีวิตสมรสแตกสลายสามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไปอีกแล้ว โดยทั่วๆไปย่อมเป็นที่แน่นอนว่าความรักความสัมพันธ์อันดีต่อกันก็จะต้องเสื่อมทรามลงไม่สามารถกลับคืนมาได้ดังเดิม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๔ และมาตรา ๑๕๑๖ จึงเปิดโอกาสให้สามีภริยาหย่าขาดจากกันเสียในระหว่างสมรสถึงแม้ว่าการหย่านั้นจะทำให้เกิดความขมขื่นโศกเศร้าเสียใจแก่สามีภริยาก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าการทรมานร่างกายและจิตใจของสามีภริยาสองฝ่ายไปตลอดชีวิตทั้งๆที่หมดรักกันแล้ว
บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดกฎเกณฑ์การหย่าไว้ให้สามีภริยาเลือกที่จะใช้สิทธิหย่าด้วยกันถึงสองแบบ แบบแรก หย่าโดยความยินยอมของสามีภริยาทั้งสองฝ่าย แบบที่สอง หย่าโดยคำพิพากษา
การหย่าโดยความยินยอมนั้น เพียงแต่สามีภริยาทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนรู้เห็นก็เป็นอันใช้ได้ และการหย่านี้จะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียนแล้ว
ส่วนการหย่าโดยคำพิพากษานั้นต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ศาลจึงจะพิพากษาให้สามีภริยาหย่าขาดจากกันได้ เหตุฟ้องหย่าดังกล่าวก็ได้แก่
๑) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้ หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ
๒) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
๓) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งทั้งนี้ต้องเป็นการร้ายแรง
๔) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี
๕) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษา ถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้ อีกฝ่ายหนึ่ง ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินควร
๖) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี
๗) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
๘) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ถ้าการกระทำนั้น ถึงขนาดที่ อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
๙) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้
๑๑) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง อันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง และ โรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้
๑๒) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล
การหย่าทั้งสองแบบที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะมีได้ก็แต่สามีภริยาที่จดทะเบียนสมรส
กันถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น และจะเลือกหย่าแบบใดก็ได้มีผลสมบูรณ์เป็นการหย่าตามกฎหมายเหมือนกัน หากเป็นการหย่าด้วยความสมัครใจของสามีภริยาทั้งสองฝ่ายก็จะไม่ยุ่งยากนัก เพียงสามีภริยาไปดำเนินการจดทะเบียนหย่าต่อหน้านายทะเบียนก็เป็นอันเลิกเป็นผัวเมียกันตามกฎหมายนับแต่เวลาจดทะเบียนการหย่าเป็นต้นไป แต่ถ้าหากสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สมัครใจที่จะหย่ากับอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องใช้สิทธิทางศาลฟ้องบังคับให้อีกฝ่ายหย่าขาดกับตนตามเหตุหย่าข้อใดข้อหนึ่งในสิบสองข้อ ก็เป็นอันเพียงพอที่ศาลจะพิพากษาให้สามีภริยาหย่าขาดจากกันได้ และจะมีผลเป็นการหย่าก็ต่อเมื่อคำพิพากษาของศาลนั้นถึงที่สุดแล้ว
วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555
“ป้า” ขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์
ท่านผู้อ่านครับสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์นั้นจะมีได้ก็แต่เฉพาะบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น บุคคลอื่นๆจะไม่มีสิทธิที่จะใช้อำนาจปกครองบุตรนี้แทนบิดามารดาได้ สิทธิที่ว่านี้ก็คือ สิทธิในการที่จะกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ ทำโทษตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ให้ทำงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป หรือเรียกผู้เยาว์คืนจากบุคคลอื่นที่กักตัวไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับฉบับนี้ผู้เขียนก็จะนำเอาเรื่องของ “ป้า” ที่อยากจะขอเป็นผู้ปกครองหลานซึ่งยังเป็นผู้เยาว์มาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันว่าจริงๆแล้วป้าจะมีสิทธิเป็นผู้ปกครองหลานได้หรือไม่อย่างไร ปัญหานี้ศาลฎีกาก็ได้เคยมีคำพิพากษาไว้แล้ว
ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ผู้เยาว์เป็นบุตรของนายวาทิตกับผู้คัดค้าน(มารดาผู้เยาว์) ต่อมานายวาทิตกับผู้คัดค้านได้หย่าขาดจากกันโดยมีข้อตกลงว่า ให้ผู้เยาว์อยู่ในความปกครองของนายวาทิตหลังจากนั้นนายวาทิตได้ถึงแก่ความตาย ป้าจึงขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์แทนผู้ตายโดยได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ดังนี้ท่านผู้อ่านว่า ป้ามีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์แทนนายวาทิต(บิดา)ที่ตายไปแล้วได้หรือไม่ในขณะที่มารดาของผู้เยาว์ยังมีชีวิตอยู่
เรื่องนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอของป้า ป้ายื่นฎีกาศาลฎีกาบอกว่า ประการแรก เมื่อนายวาทิตตายอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์กลับมาเป็นของผู้คัดค้านผู้เป็นมารดา ประการที่สอง เมื่ออำนาจปกครองกลับมาอยู่กับมารดาโดยอัตโนมัติแล้ว ไม่ถือว่าผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดา หรือเป็นกรณีที่บิดามารดาถูกถอนอำนาจปกครอง ป้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์
คำพิพากษาของศาลฎีกาที่กล่าวมาเห็นได้ว่า ป้าไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ แม้จะมีข้อตกลงในขณะจดทะเบียนหย่าว่า ให้นายวาทิตเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวก็ตาม เพราะเป็นเพียงข้อตกลงที่ให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น มิใช่กรณีที่มารดาถูกถอนอำนาจปกครอง หรือไม่มีมารดา ดังนั้น หนทางแก้ไขที่จะให้ป้าเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ได้ก็มีอยู่ด้วยกันสองกรณี กรณีแรก ป้าต้องรอให้มารดาของผู้เยาว์ถึงแก่ความตายไปอีกคนก่อนแล้วจึงยื่นคำร้องขอต่อศาล กรณีที่สอง ป้าต้องรอให้มารดาผู้เยาว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ถูกถอนอำนาจปกครองไปก่อนแล้วจึงยื่นคำร้องขอต่อศาล และหากป้าปฏิบัติตามสองกรณีข้างต้นแล้ว ป้าก็จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลและศาลต้องมีคำสั่งให้ป้าเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ครับ
วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555
สัญญา “ก่อนและระหว่างสมรส”
ชายหญิงที่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่กลัวว่าทรัพย์สินของตนเองที่มีมาแต่เดิมจะตกเป็นของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยอิทธิพลของความรัก หรือด้วยเพราะเหตุผลประการใดๆก็ตาม ฝ่ายที่มีทรัพย์สินอยู่มากกว่า หรือที่เรียกว่ารวยกว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นก็อาจจะทำสัญญากันก่อนที่จะทำการจดทะเบียนสมรสกับอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ ซึ่งสัญญาที่ว่านี้เราเรียกว่า “สัญญาก่อนสมรส” สัญญาก่อนสมรสนี้คู่สามีภริยาทั้งสองฝ่ายจัดทำขึ้นเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินว่าจะจัดการกันอย่างไรบ้าง
โดยหลักการแล้วสัญญาก่อนสมรสนั้นจะต้องมีการจดทะเบียนไว้ในทะเบียนสมรส พร้อมกับการจดทะเบียนสมรส มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะก็คือใช้บังคับไม่ได้ สัญญาก่อนสมรสจึงเป็นทางออกของคนที่ร่ำรวยที่ไม่อยากให้ทรัพย์สินของตนเองสูญหายไปกับคู่สามีหรือภริยาของตนที่อาจจะคิดไม่ซื่อในภายหลัง ซึ่งกฎหมายก็ได้กำหนดหาทางป้องกันมิให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการทรัพย์สินในอนาคตไว้ โดยให้คู่สามีภริยานั้นสามารถที่จะทำสัญญากันไว้ก่อนสมรสว่า ทรัพย์ใดเป็นของใคร ใครเป็นผู้มีอำนาจจัดการ และใครจะได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้นส่วนข้อกำหนดในสัญญาก่อนสมรสนี้ คู่สามีภริยาสามารถที่จะกำหนดอย่างไรก็ได้ตามใจชอบแต่ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้นนะครับ ท่านผู้อ่านท่านใดที่มีทรัพย์สินมากเมื่อได้อ่านแล้วเรื่องนี้แล้วก็คงจะเกิดความสบายใจขึ้นไม่ต้องกลัวว่า สามีหรือภริยาจะเอาทรัพย์สินของตนเองไปใช้ หรือกลัวว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะหลอกลวงแต่งานกับตนเพื่อประโยชน์ทางด้านทรัพย์สิน
ดังนั้น การทำสัญญาก่อนสมรสไว้จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า เพราะว่าบางท่านอาจมีทรัพย์สินมากมายเป็นหมื่นล้านแสนล้านก่อนที่จะมาอยู่กินเป็นสามีภริยากับอีกฝ่ายหนึ่ง และหากเกิดปัญหาในการแบ่งทรัพย์สินกันคู่สามีภริยาก็สามารถที่จะทำการแบ่งปันทรัพย์สินกันระหว่างสามีภริยาได้ง่ายขึ้น ส่วนข้อความในสัญญานั้นอาจเขียนกำหนดไว้ว่า ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดได้มาให้เป็นของฝ่ายนั้นแต่ฝ่ายเดียวไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนหรือรายได้จาการประกอบกิจการ อันนี้ก็สามารถที่จะทำสัญญาก่อนสมรสได้เช่นกัน
เมื่อกฎหมายอนุญาตให้คู่สามีภริยาทำสัญญาก่อนสมรสได้แล้วกฎหมายยังอนุญาตให้คู่สามีภรรยาทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินกันในระหว่างสมรสได้อีกครับ แต่การทำสัญญาระหว่างสมรสนั้น มีข้อเสียอยู่ว่า คู่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถขอยกเลิกได้ในระหว่างที่เป็นสามีภริยากัน หรือภายในหนึ่งปีหลังจากขาดจากการเป็นสามีภริยากันได้ ส่วนสัญญาก่อนสมรสนั้นจะเลิกกันเองไม่ได้นอกจากจะได้รับอนุญาตจากศาลครับ
การทำสัญญาก่อนสมรส และสัญญาระหว่างสมรสนั้นจะไม่กระทบกระเทือนต่อบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริต ก็คือบุคคลภายนอกต้องไม่ทราบว่ามีสัญญาดังกล่าวอยู่ก่อน และหากรู้ก็คงไม่เข้าทำสัญญากับคู่สามีภริยานั้น ฉบับนี้ผู้เขียนก็มีตัวอย่างการทำสัญญาระหว่างสมรสอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาไว้แล้ว
ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่า นายแดงกับนางเหลืองเป็นสามีภริยากันภายหลังจดทะเบียนสมรสกันแล้ว วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ นายแดงกับนางเหลืองได้ทำสัญญากันในระหว่างสมรสเพื่อแบ่งสินสมรสกันโดยนายแดงตกลงให้ที่ดิน ๕ แปลง แก่นางเหลือง และไม่ขอเกี่ยวข้องกับที่ดิน ๕ แปลง นี้ ต่อมาวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ นายแดงได้ทำหนังสือให้ความยินยอมให้นางเหลืองทำนิติกรรมใดๆในที่ดิน ๕ แปลงได้ตามความประสงค์และไม่ขอยกเลิกตลอดไป ครั้นเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๒ นางเหลืองได้โอนที่ดินให้บุตรทั้งหมด นายแดงจึงบอกเลิกสัญญาที่ทำไว้กับนางเหลือ ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๔
จากข้อเท็จจริงข้างต้น นายแดงสามารถยกเลิกสัญญาระหว่างสมรสได้หรือไม่ และบุตรจะต้องคืนที่ดินให้แก่นางเหลืองและนายแดงตามเดิมที่เป็นอยู่ไหม
ศาลฎีกาบอกว่า นางเหลืองได้ยกที่ดิน ๕ แปลงให้แก่บุตรตั้งแต่ในขณะที่นางเหลืองยังมีสิทธิตามข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน ซึ่งขณะนั้นยังไม่ถูกบอกล้าง ผลของการบอกเลิกสัญญาของนายแดงที่บอกเลิกภายหลังที่ทำสัญญานั้นยังคงไม่ถูกบอกล้าง จึงไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของบุตรซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับทรัพย์สินนั้น
เรื่องนี้ก็สรุปได้ว่า นายแดงบอกเลิกสัญญาในระหว่างสมรสได้ แต่ไม่มีผลย้อนหลังกลับไปให้กระทบกระเทือนบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ก็คือ ผู้ที่ได้รับทรัพย์โดยสุจริตนั่นเอง ส่วนทางแก้ของนายแดงนั้น นายแดงต้องบอกเลิกสัญญาในระหว่างสมรสก่อนการโอนที่ดินของนางเหลืองให้แก่บุตร หรือต้องไม่ทำสัญญาระหว่างสมรสเพราะการจัดการสินสมรสทั้งนางเหลืองและนายแดงต้องจัดการสินสมรสร่วมกัน ดังนี้นางเหลืองก็ไม่มีสิทธิที่จะโอนที่ดินให้แก่บุตรได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)