วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

“ครอบครองที่ดินและไม้แทนผู้อื่นในป่าสงวน”

            การครอบครองที่ดิน  ไม้หวงห้ามแปรรูปและไม้แปรรูปในป่าสงวนแห่งชาติแทนผู้อื่นนั้นจะมีความผิดหรือไม่เพียงใด  นั้น  เรื่องนี้ศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาไว้แล้ว
            ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า  ตำรวจกับนายอำเภอและเจ้าพนักงานป่าไม้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  พบว่ามีผู้แผ้วถางที่ดินที่เกิดเหตุ  เนื้อที่ประมาณ  ๓๐  ไร่  มีตอไม้  ท่อนไม้สด  บ้านพัก  เล้าไก่  สระน้ำ  บ่อน้ำ  และตรวจยึดไม้ท่อนในที่เกิดเหตุไม่ว่าจะเป็นไม้สัก  ไม้พลวง  ไม้ท่อนที่แปรรูปและที่ยังไม่แปรรูป  เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดของกลางทั้งหมด  และจับกุมนายแดงซึ่งเป็นผู้ดูแลที่ดินที่เกิดเหตุไปดำเนินคดี  ต่อมานายแดงถูกฟ้องต่อศาลแต่นายแดงให้การปฏิเสธต่อสู้ว่า  เป็นเพียงผู้จัดการ  ดูแล  และครอบครองแทนผู้อื่น  โดยขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง
            ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำคุกนายแดง    ปี  นายแดงให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน  ลดโทษให้หนึ่งในสามคงให้ลงโทษจำคุก    ปี  ริบของกลาง
            ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องนายแดงเพราะเห็นว่า  การกระทำของนายแดงไม่มีความผิด  แต่ให้ริบของกลาง
            ศาลฎีกาพิพากษาว่า  ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  มีการตัดฟันโค่นเผาไม้  มีไม้แปรรูปและยังไม่แปรรูป  และนำไม้ไปก่อสร้างเป็นสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน  รวมทั้งยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ  การที่นายแดงเป็นผู้จัดการดูแล  และครอบครองแทนพรรคพวกจึงเป็นความผิด  พิพากษากลับให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาข้างต้นทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า  ไม่ว่าใครก็ตามที่ครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ  ตัด  ฟัน  โค่น  มีไม้แปรรูป  หรือที่ยังไม่แปรรูป  ตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น  แน่นอนว่ามีความผิดทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง  หรือครอบครองเพื่อผู้อื่น  เพราะคำว่า  ครอบครองตาม  พ.ร.บ.  ป่าไม้ฯ  และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ  นั้น  มีความหมายรวมถึง  การครอบครองเพื่อตนเอง  และหรือครอบครองเพื่อผู้อื่นด้วย  ดังนั้น  แม้นว่า  นายแดงครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุข้างต้นเพื่อผู้อื่นก็ตาม  นายแดงก็มีความผิดตามกฎหมาย

           

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

“บุตรนอกกฎหมาย” กับ “ค่าขาดไร้อุปการะ”

           
             ท่านผู้อ่านครับปกติเด็กที่เกิดจากหญิงที่มิได้ทำการสมรกันกับชายนั้น  เด็กที่เกิดมาก็จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงมารดาเสมอ  แต่จะไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นบิดา  และหากจะให้เด็กนั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นบิดา  กฎหมายบอกว่า  หญิงและชายนั้นต้องจดทะเบียนสมรสกัน  หรือชายได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร  หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรของชาย  หากไม่ดำเนินการดังว่ามาแล้วนั้น  เด็กที่เกิดมาก็จะเป็นบุตรนอกกฎหมายของชายผู้เป็นบิดาโดยผลของกฎหมายทันที  แม้นว่าในความเป็นจริงบุตรนั้นจะเป็นบุตรของตนเองก็ตาม
            ส่วนบุตรนอกกฎหมายของชายผู้เป็นบิดาจะมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะ  ในกรณีที่บิดาของตนถูกทำละเมิดถึงแก่ความตายได้หรือไม่นั้น  ผู้เขียนก็มีเรื่องจริงที่พิพาทและต่อสู้คดีกันพอพอสังเขปมาเป็นตัวอย่างในฉบับนี้  ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่า  นายแดงเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายเหลือง  นายชมพูเป็นลูกจ้างของนายหลากสีขับรถโดยประมาทชนนายเหลืองถึงแก่ความตาย  นายแดงบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว  จึงฟ้องนายหลากสีให้รับผิดค่าขาดไร้อุปการะเพราะขาดบิดาซึ่งต้องเลี้ยงดูตนเองจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะต่อศาล
            ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายหลากสีชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่นายแดง
            ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องนายแดง
            ศาลฎีกาพิพากษาว่า  ประการแรก  ผู้ทำละเมิดให้เขาถึงตายจะรับผิดต่อบุคคลที่ต้องขาดไร้อุปการะ  ก็เฉพาะแต่ผู้ตายมีหน้าที่ต้องอุปการะตามกฎหมายเท่านั้น
            ประการที่สอง  ไม่มีกฎหมายให้บิดาอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว
            ประการที่สาม  บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิเพียงรับมรดกของบิดาได้
            คำวินิจฉัยของศาลฎีกาข้างต้นทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า  บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตามที่กฎหมายกำหนด  นายแดงจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าขาดไร้อุปการะ(ค่าอุปการะเลี้ยงดู)  จากผู้ที่ทำให้บิดาของตนเองตามความเป็นจริงถึงแก่ความตายได้  เพราะบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิเพียงรับมรดกของบิดาเท่านั้น
           

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แย่งที่ดินมีใบจอง (น.ส.๒)

           ท่านผู้อ่านครับ  ใบจอง(น.ส.๒)  คือ  หนังสือแสดงการยอมให้ราษฎรเข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว  เมื่อรัฐอนุญาตแล้วก็จะมีเงื่อนไขบังคับว่า  ผู้ได้รับใบอนุญาตให้จับจองจะโอนให้แก่กันมิได้  เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก  ที่ดินตามใบจองจึงไม่ได้ตกเป็นสิทธิของผู้ที่ได้รับใบจองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามใบจองแต่อย่างใด  ที่ดินตามใบจองจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐ  ประชาชนเป็นเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐให้ทำประโยชน์ในที่ดินชั่วคราว  เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากินเลี้ยงชีพเท่านั้น  เว้นแต่ทางราชการได้เปลี่ยนใบจอง(น.ส.๒)เป็นหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดิน
            อย่างไรก็ตามเมื่อราษฎรได้รับอนุญาตจากรัฐให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราวแล้ว  ปัญหาก็ยังมีตามมาก็คือ  ราษฎรบางคนได้แย่งการครอบครองที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากรัฐระหว่างกันเอง  การแย่งการครอบครองที่ดินที่มีใบจอง(น.ส.๒)นี้ราษฎรจะสามารถแย่งการครอบครองได้หรือไม่เรื่องนี้ศาลสูงได้เคยมีคำพิพากษาไว้แล้ว
            ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่า  นายดำได้รับอนุญาตให้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจากรัฐชั่วคราวตามใบจอง  ต่อมานายดำถึงแก่ความตาย  หลังจากที่นายดำถึงแก่ความตายแล้ว  ภริยาและบุตรของนายดำยังคงครอบครองที่ดินอยู่  นายโลภได้เข้ามาแย่งการครอบครองที่ดิน  โดยเข้ามาไถนาปลูกข้าวในที่ดินที่ภริยาและบุตรนายดำครอบครองอยู่   ครั้นเมื่อภริยาและบุตรนายดำแจ้งให้นายโลภออกไปจากที่ดินนายโลภก็ไม่ยอมไป  ภริยาของนายดำเลยฟ้องนายโลภต่อศาลให้ห้ามนายโลภและบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดิน  และให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของตนและให้นายโลภชดใช้เงินปีละ  ๑๒,๐๐๐  บาท  นับแต่วันฟ้อง
            ศาลชั้นต้น  พิพากษาให้ที่ดินเป็นของภริยานายดำ  ห้ามนายโลภเกี่ยวข้อง  ให้ชดใช้ค่าเสียหาย  ค่าฤชาธรรมเนียม  และค่าทนายความแทนภริยานายดำ
            ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
            ศาลฎีกาพิจารณาแล้วพิพากษาว่า  นายโลภไม่สามารถแย่งการครองครองที่ดินของภริยานายดำได้  ด้วยเหตุผลที่ว่า  ที่ดินตามใบจอง(น.ส.๒)ยังเป็นที่ดินของรัฐ  รัฐยอมให้ราษฎรครองครองที่ดินชั่วคราวเท่านั้น  เมื่อที่ดินเป็นของรัฐนายโลภจึงไม่อาจแย่งการครอบครองที่ดินตามใบจองได้
             คำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นอาจกล่าวได้โดยสรุปว่า  ที่ดินที่มีใบจอง(น.ส.๒)ไม่สามารถแย่งการครอบครองได้  เพราะที่ดินยังคงเป็นของรัฐ  ดังนั้นหากท่านผู้อ่านท่านใดที่ได้รับใบจองจากรัฐแล้ว  แต่ถูกบุคคลอื่นแย่งที่ดินที่ได้รับอนุญาตนั้นไปก็สามารถฟ้องบังคับคดีให้ผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เหมือนเช่นคดีนี้

           

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เข้ายึดคลองสาธารณะ

            การเข้าไปยึดคลองสาธารณะนั้นมีความผิดหรือไม่  หากมีโทษที่จะได้รับมีมากน้อยเพียงใด  ฉบับนี้เราก็นำข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเรื่องจริงซึ่งศาลสูงได้เคยมีคำพิพากษาไว้แล้วมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันครับ
            ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่า  นายหนึ่งและนายสองเป็นเจ้าของที่ดินทิศเหนือจดลำกระโดงสาธารณะประโยชน์  ทิศใต้จดทางสารธารณะประโยชน์  ทิศตะวันออกจดที่ดินของผู้อื่น  ทิศใต้จดแม่น้ำนครชัยศรี  นายหนึ่งได้ปักเสาคอนกรีตจำนวน    ต้น  ปิดขวางคลองทางด้านทิศใต้ของที่ดินนายหนึ่งกับนายสอง  จุดแรก    ต้น  จุดที่สองห่างจากจุดแรกยาวตามลำคลอง  ๗๕.๓๐  เมตร  อีกสามต้นทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาในคลองเพื่อออกสู่แม่น้ำนครชัยศรี
            เรื่องนี้ศาลชั้นต้นบอกว่า  การกระทำของนายหนึ่งที่ใช้เสาคอนกรีตปิดขวางคลองสาธารณะมีความผิด  พิพากษาจำคุก  ๒ เดือน  ปรับ  ๔,๐๐๐  บาท
            ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง  เพราะเห็นว่าการกระทำของนายหนึ่งไม่เป็นความผิด
            โจทก์ฎีกา
            ศาลฎีกาบอกว่า  การกระทำของนายหนึ่งเป็นความผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ  ซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน  และฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้  และมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์   พิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายหนึ่ง    เดือน  ปรับ  ๔,๐๐๐  บาท  เมื่อไม่ปรากฏว่านายหนึ่งเคยต้องโทษมาก่อน  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด    ปี
             คำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นเห็นได้ว่า  การกระทำของนายหนึ่งที่ปักเสาคอนกรีตปิดขวางคลองทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาในคลองเพื่อออกสู่แม่น้ำนครชัยศรีได้นั้นเป็นความผิดตามกฎหมายนายหนึ่งไม่สามารถที่จะกระทำได้โดยชอบ

           

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา


            หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาคือหนี้ประเภทใด  เมื่อเป็นหนี้ร่วมแล้วต้องร่วมรับผิดกันอย่างไร  ท่านผู้อ่านครับหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยานั้นจะเกิดขึ้นได้  สามีและภริยาในที่นี้ต้องเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  คือ  ต้องจดทะเบียนสมรสกันก่อนแล้วจึงมาก่อหนี้ร่วมกัน  จึงจะเกิดเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา  ส่วนการร่วมกันนั้นก็อาจจะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน  หรือเป็นหนี้ที่สามี  หรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส  เช่นว่า 
๑)      หนี้ที่เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน  หนี้ที่เกี่ยวกับการจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว  หนี้ที่เกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ภริยา หรือสามี  หนี้ที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว  หรือหนี้ที่เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ
๒)    หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
๓)    หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน
๔)    หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว  แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน
หนี้ที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นหนี้ที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา  หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน  หรือเป็นหนี้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นในระหว่างสมรสนั้น  ถ้าสามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน  กฎหมายบอกว่า  การชำระหนี้ต้องชำระเอาจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย  แต่ถ้าหากสามีหรือภริยาต้องรับผิดในหนี้นั้นเป็นการส่วนตัวเพื่อชำระหนี้ที่ตนก่อไว้ก่อนสมรส  หรือในระหว่างสมรส  กฎหมายบอกว่า  ให้เอาชำระจากสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน  หากไม่พอชำระหนี้จึงจะให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นขอฝ่ายนั้นก็คือฝ่ายที่ก่อหนี้นั่นเอง
ผู้เขียนมีคดีตัวอย่างอยู่เรื่องหนึ่งน่าสนใจมากและศาลได้มีคำพิพากษาไว้แล้ว  เกี่ยวกับหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา  เรื่องนี้สามีไปกู้ยืมเงินเองเพียงฝ่ายเดียว  แต่ภริยากลับไปเจรจาขอผัดผ่อนการชำระหนี้กับสามีด้วย  จึงถือว่าภริยารู้เห็นและยินยอมให้สามีกู้ยืมเงินอันเป็นการให้สัตยาบัน 
ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่า  นายแดงจดทะเบียนสมรสกับนางชมพู  ทั้งสองมีบ้านเป็นสินสมรสอยู่    หลัง  นายแดงได้เป็นหนี้เงินกู้นายหลากสี  และศาลได้มีคำพิพากษาให้นายแดงชำระหนี้นายหลากสีเป็นเงินจำนวน  ๖๐๐,๐๐๐  บาท  ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า หนี้ที่นายแดงได้ก่อนั้นเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรส  โดยในขณะที่นายแดงไปกู้ยืมเงินจากนายหลากสีนั้น นางชมพูไม่ได้ร่วมกู้  หรือร่วมอยู่ด้วยในวันทำสัญญา  แต่นางชมพูได้เคยพานายแดงไปบ้านของนายหลากสีหลายครั้งเพื่อขอเจรจาผัดผ่อนหนี้กับนายหลากสี  เมื่อนายแดงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา  นายหลากสีจึงได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านของนายแดงออกขายทอดตลาด
นางชมพูภริยาของนายแดงทราบจึงยื่นคำร้องต่อศาลว่า  ตนเป็นภริยาของนายแดงและเป็นเจ้าของรวมบ้านที่ถูกยึด  ไม่มีส่วนรู้เห็นในหนี้สินของนายแดง  ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดบ้านให้นางชมพูกึ่งหนึ่ง  นายหลากสีจึงได้ยื่นคำคัดค้านว่า  นางชมพูมิใช่ภริยาของนายแดง  บ้านที่ยึดนั้นเป็นบ้านของนายแดง  นางชมพูทราบดีอยู่แล้วว่านายแดงเป็นหนี้เงินกู้ยืมของนายหลากสี  นางชมพูจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วน
เรื่องนี้  ศาลบอกว่า  ประการแรก  นายแดงกู้เงินนายหลากสีในระหว่างที่นายแดงกับนางนางชมพูเป็นสามีภริยากัน  หนี้ที่ก่อให้เกิดขึ้นนั้นจึงเป็นหนี้ในระหว่างสมรส
ประการที่สอง  ศาลบอกว่า  เมื่อเป็นหนี้ในระหว่างสมรสแล้ว  แม้นว่าในขณะทำสัญญากู้ยืมเงิน  นางชมพูจะไม่อยู่ด้วยและไม่ปรากฏว่า  นายแดงนำเงินกู้มาใช้ในกิจกรใดในครอบครัว  แต่เมื่อนางชมพูขับรถพานายแดงซึ่งเป็นสามี  ไปเจรจาขอผัดผ่อนการชำระหนี้เมื่อนายหลากสีทวงถามหลายครั้ง  พฤติการณ์ของนางชมพูจึงถือได้ว่า  รู้เห็นและยินยอมให้นายแดงกู้ยืมเงินนายหลากสี  และถือได้ว่านางชมพูได้ให้สัตยาบันหนี้ของนายแดงผู้เป็นสามีแล้ว
คำพิพากษาของศาลข้างต้นอาจกล่าวได้โดยสรุปว่า  หนี้เงินกู้ของนายแดงเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่นางชมพูได้ให้สัตยาบันแล้ว  นางชมพูต้องร่วมรับผิดกับนายแดงร่วมกัน  ก็คือ  ต้องชำระหนี้จากสินสมรส  คือ บ้านที่ถูกยึดขายทอดตลาด  โดยนางชมพูไม่มีสิทธิขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเป็นของตน

ค่าทดแทนจากสามี (กรณีมีหญิงอื่น)

            เรื่องนี้ท่านผู้อ่านที่เป็นชายต้องระมัดระวังฟังไว้  เพราะหากไม่มั่นคงซื่อตรงต่อภริยาอันเป็นที่รักแล้วก็อาจถูกภริยาฟ้องเรียกค่าทดแทนได้  โดยเฉพาะท่านชายที่นิยมมีเมียหลายคนต้องสุ่มเสี่ยงอาจถูกภริยาหลวงฟ้องเอาได้  เหตุเพราะกฎหมายบังคับให้ต้องมีหนึ่งสามีหนึ่งภริยา  เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องมีหนึ่งเดียวอย่างนี้  แต่เรากลับไปฝ่าฝืนผลที่ตามมาเราก็อาจได้รับโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา  ทางแพ่งอาจถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนจากภริยาตนเอง  ส่วนทางอาญาอาจถูกฟ้องดำเนินคดีฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว  พ.ศ. ๒๕๕๐  เช่นเคยฉบับนี้เราก็มีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเรื่องจริงซึ่งศาลสูงได้เคยมีคำพิพากษาไว้แล้วมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน
            ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่า  นายหลายภริยาเป็นฝ่ายผิดที่ไปมีหญิงอื่นเป็นภริยาอีกคนหนึ่งทั้งที่ตนเองมีนางรักเดียวเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว  นายหลายภริยาเลยถูกนางรักเดียวฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทน  (กรณีที่นายหลายภริยามีไปมีหญิงอื่นเป็นภริยา)  โดยนางรักเดียวได้เรียกค่าทดแทนจากนายหลายภริยาเป็นเงินจำนวน  ๕,๐๐๐,๐๐๐  บาท  เพราะทำให้นางรักเดียวต้องอับอาย  ทำให้เพื่อนและคนรู้จักคิดว่า  นางรักเดียวเป็นหญิงหม้ายเพราะสามีทิ้งร้างไป
            เรื่องนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว  พิพากษาให้นายหลายภริยากับนางรักเดียวหย่าขาดจากกัน  และให้นายหลายภริยาจ่ายค่าทดแทนเป็นเงินจำนวน  ๕๐๐,๐๐๐  บาท
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาบอกว่า  ค่าทดแทนจำนวน  ๕,๐๐๐,๐๐๐  บาท  นางรักเดียวไม่นำสืบให้เห็นได้ว่า  เพราะเหตุใดจึงเสียหายถึง  ๕,๐๐๐,๐๐๐  บาท  ศาลเลยกำหนดตามฐานานุรูปของนางรักเดียวและนายหลายภริยา  รวมทั้งพฤติการณ์แห่งคดี  โดยให้นายหลายภริยาชำระเงินค่าทดแทนจากการกระทำผิดของนายหลายภริยา  จำนวน  ๕๐๐,๐๐๐  บาท (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๙๘/๒๕๕๒) 
คำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นเห็นได้ว่า  ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถเรียกค่าทดแทนเอากับสามีตนเองได้  หากสามีเป็นฝ่ายผิดไปมีภริยาน้อย  และค่าทดแทนจากการที่สามีไปมีภริยาน้อยซึ่งทำให้ภริยาหลวงอับอาย  ขายหน้า  เสียชื่อเสียงเพราะถูกสามีสวมเขานั้น  เห็นได้ชัดว่าปัจจุบันนี้ศาลได้กำหนดค่าทดแทนไว้สูงมากถึง  ๕๐๐,๐๐๐  บาท  ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง  เพื่อปรามพวกที่นิยมมีหลายเมีย
           

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฆ่าเพื่อป้องกันเกินกว่าเหตุ


           
            โดยหลักกฎหมายแล้วเรามีสิทธิที่จะปกป้องตนเอง  หรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้าย  หากเป็นภัยที่ใกล้จะถึงแต่ต้องกระทำให้พอสมควรแก่เหตุจึงจะไม่มีความผิด  แต่ถ้าหากเรากระทำการป้องกันไปแล้วและเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ  แน่นอนว่าการกระทำของเราย่อมมีความผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย  สำหรับการป้องกันเกินกว่าเหตุนี้ก็มีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาไว้แล้ว  และเราสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อป้องกันตนเองและผู้อื่นได้
            ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่า  ผู้ตายขับรถเข้ามาในบริเวณบ้านของนายเหี้ยม  เพื่อบังคับนางสาวสวย  ซึ่งเป็นบุตรนายเหี้ยม   และเคยเป็นภริยาของผู้ตายให้ไปอยู่กินด้วยกัน  นายเหี้ยมได้พูดจาห้ามปราม  แต่ผู้ตายไม่ฟังลงจากรถแล้วถืออาวุธมีดยาว  ๑๒  นิ้ว  เดินไปหานายเหี้ยม  นายเหี้ยมเลยวิ่งไปบนบ้านหยิบปืนยาวกึ่งอัตโนมัติขนาด  .๒๒  ซึ่งเป็นอาวุธที่นายเหี้ยมได้รับอนุญาตให้มีและใช้  ซึ่งเป็นอาวุธที่ปกติใช้ยิงนกหรือสัตว์ขนากเล็ก  เพื่อห้ามปรามมิให้ผู้ตายทำร้ายและทำลายทรัพย์สินนายเหี้ยม  และบังคับให้นางสาวสวยไปอยู่กับผู้ตาย  นางสาวสวยได้โอบกอดผู้ตายไว้เพื่อมิให้ผู้ตายทำร้ายนายเหี้ยม  แต่ผู้ตายได้สะบัดตัวหลุด  และเดินถือมีดเข้าหานายเหี้ยมเพื่อทำร้ายโดยห่างประมาณ    วา  นายเหี้ยมเลยยิงไปที่ผู้ตายหนึ่งนัด  แต่ผู้ตายยังเดินมาหานายเหี้ยมอีกเลยยิงไปอีกสองนัดติดต่อกัน  ผู้ตายล้มลงหลังจากนั้นผู้ตายนอนหงาย  นายเหี้ยมเดินเข้าไปยิงซ้ำอีก    นัด  ผู้ตายถึงแก่ความตาย
            ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  นายเหี้ยมมีความผิด  จำคุก  ๑๕  ปี  แต่นายเหี้ยมสารภาพ  มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง  จำคุก    ปี    เดือน  ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุน          นายเหี้ยมอุทธรณ์
            ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า  นายเหี้ยมกระทำการป้องกันตนเองพอสมควรแก่เหตุ  จึงไม่มีความผิด  ให้ยกฟ้อง
            ฝ่ายผู้ตายเลยยื่นฎีกา 
            ศาลฎีกาพิพากษาว่า  ประการแรก  ศาลบอกว่า  บ้านและบริเวณบ้านเป็นเคหสถานไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ผู้อยู่อาศัยไม่จำต้องหลบหนีจากเคหสถานของตนที่มีสิทธิอยู่อาศัย  หากต้องหนีแล้วเสรีภาพของนายเหี้ยมก็จะถูกกระทบกระเทือน
            ประการที่สอง  ศาลบอกว่า  ผู้ตายเดินเข้าหานายเหี้ยมห่าง    วา  โดยมีอาวุธยาวถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง  มีสิทธิป้องกันได้  เพราะหากปล่อยให้ผู้ตายมาใกล้กว่านี้  นายเหี้ยมย่อมขัดข้องในการยิงป้องกันตัว
            ประการที่สาม  ศาลบอกว่า  นายเหี้ยมยิงไปที่ผู้ตายหนึ่งนัด  แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาหานายเหี้ยมอีก  การยิงของนายเหี้ยมไปอีก    นัด  ผู้ตายล้มลง  จึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้น
            ประการที่สี่  ศาลบอกว่า  การที่ผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้ว  นายเหี้ยมเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก    นัด  จนถึงแก่ความตายเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ  พิพากษาจำคุกนายเหี้ยมมีกำหนด    ปี  ริบอาวุธปืนและปลอก  
            คำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น  เราสามารถนำไปใช้เพื่อการป้องกันตนเองหรือผู้อื่นได้  คือ  ยิงเพียง    นัด  หากยังเข้ามาเพื่อจะทำร้ายเราอีกก็สามารถยิงได้อีก    นัด  จึงจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย  ไม่มีความผิด  แต่เมื่อยิงไปแล้ว    นัด  ผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้ว  หากเราไปยิงซ้ำอีก  ไม่ว่า    หรือ    นัด  หรือมากกว่านั้น  ก็จะเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุเพราะเขาไม่มีทางสู้แล้วยังไปยิงซ้ำ  จึงเป็นการกระทำที่เกินไปกว่าเหตุ  ผู้กระทำต้องรับโทษเหมือนเช่นในคดีนี้