บิดามารดาจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์
ถาม บิดามารดาจะทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้หรือไม่ และมีกรณีใดบ้างที่บิดามารดาจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้?
ตอบ การจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์ บิดามารดาสามารถกระทำได้เสมอแต่ต้องจัดการทรัพย์สินนั้นด้วยความระมัดระวังเช่นวิญญูชนพึงกระทำ เนื่องจากการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์มีผลกระทบต่อผู้เยาว์ กฎหมายจึงกำหนดให้นิติกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ดังต่อไปนี้ บิดามารดาจะกระทำได้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน อาทิ
(๑) ขายแลกเปลี่ยนขายฝากให้เช่าซื้อจำนองปลดจำนองหรือโอนสิทธิจำนองซึ่ง
อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
(๒) กระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมด หรือ บางส่วน ซึ่งทรัพยสิทธิของผู้เยาว์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
(๓) ก่อตั้งภาระจำยอมสิทธิอาศัยสิทธิเหนือพื้นดินสิทธิเก็บกินภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอื่นใดในอสังหาริมทรัพย์
(๔) จำหน่ายไปทั้งหมด หรือ บางส่วน ซึ่ง สิทธิเรียกร้องที่จะให้ได้มา ซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้หรือ สิทธิเรียกร้อง ที่จะให้ทรัพย์สินเช่นว่านั้นของผู้เยาว์ปลอดจากทรัพยสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้น
(๕) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
(๖) ก่อข้อผูกพันใดๆที่มุ่งให้เกิดผล ตาม (๑) (๒) หรือ (๓)
(๗) ให้กู้ยืมเงิน
(๘) ให้โดยเสน่หาเว้นแต่ จะเอาเงินได้ของผู้เยาว์ให้แทนผู้เยาว์เพื่อการกุศลสาธารณะเพื่อการสังคมหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยาทั้งนี้ พอสมควรแก่ฐานานุรูปของผู้เยาว์
(๙) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพันหรือไม่รับการให้โดยเสน่หา
(๑๐) ประกันโดยประการใดๆอันอาจมีผลให้ผู้เยาว์ต้องถูกบังคับชำระหนี้ หรือทำนิติกรรมอื่นที่มีผลให้ผู้เยาว์ต้องรับเป็น ผู้รับชำระหนี้ ของ บุคคลอื่น หรือแทน บุคคลอื่น
(๑๑) นำทรัพย์สินไปแสวงหาผลประโยชน์เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
- ซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยหรือ พันธบัตร ที่รัฐบาลไทยค้ำประกัน
- รับขายฝากหรือรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ในลำดับแรกแต่ จำนวนเงินที่รับขายฝากหรือรับจำนองต้องไม่เกินกึ่งของราคาตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ฝากประจำในธนาคาร ที่ได้ตั้งขึ้น โดยกฎหมาย หรือที่ได้รับอนุญาต ให้ประกอบกิจการ ในราชอาณาจักร
(๑๒) ประนีประนอมยอมความ
(๑๓) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
เลขที่ ๕๐/๕,๕๐/๖ ซอยสุขุมวิท ๔๒ ถนนพระรามที่ ๔ แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐ มือถือ ๐-๘๗-๐๖๒-๙๓๗๒ โทร./Fax: ๐-๒๑๑๖-๔๓๕๕ E-mail:nawin_law@hotmail.com
วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556
“ข้อตกลงแบ่งสินสมรส”
ท่านผู้อ่านครับคู่สามีภริยาจะตกลงทำการหย่ากัน โดยทำบันทึกตกลงกันเองเป็นหนังสือก็สามารถทำได้ และเมื่อตกลงหย่าขาดจากกันแล้วกฎหมายยังให้สิทธิสามีภริยาแบ่งสินสมรสกันไปในคราวเดียวกันได้ด้วย โดยการแบ่งสินสมรสนั้นให้ฝ่ายชายและหญิงได้ส่วนในสินสมรสเท่าๆกัน มุมกฎหมายฉบับนี้ผู้เขียนจะนำเอาเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงหย่า กรณีที่คู่สามีภริยาตกลงหย่ากันเองแล้วทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่าว่า “ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์เมื่อผ่อนชำระเสร็จสิ้นจะยกกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิง” นั้น มีผลทางกฎหมายอย่างไร และเมื่อในระหว่างผ่อนชำระยังไม่เสร็จสิ้นสามี กลับนำเอาทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา ภริยามีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการขายได้หรือไม่ เรื่องนี้ศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาไว้แล้วครับ
ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า โจทก์ร่วมจดทะเบียนสมรสกับจำเลย เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๒๗ ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๖ โจทก์ร่วมซื้อทาวเฮ้าส์ เลขที่ ๑๖๑/๘๙๙ ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๑/๘๙๙ ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๒๗๓๓ จากบริษัทแสนชัยพล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด โดยการซื้อได้รับความยินยอมจากจำเลย และโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์สินเคหการ จำกัด ต่อมาวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ โจทก์ร่วมจดทะเบียนหย่ากับจำเลย และทำบันทึกด้านหลังทะเบียนหย่าว่า “เรื่องทรัพย์สินที่ดิน ๒๑ ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ ๑๖๑/๘๙๙ ซึ่งอยู่ระหว่างผ่อนส่งกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำกัด ซึ่งหากผ่อนส่งชำระเสร็จสิ้นแล้วจะยกกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิง”
ต่อมาวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์ร่วมได้ขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นน้องสาวในราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย แล้วโจทก์นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่อมาเกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์ร่วม โจทก์ และจำเลยซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์ที่ไม่ยอมออกจากทาวน์เฮาส์ โจทก์จึงฟ้องขับไล่ขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากทาวน์เฮาส์ และที่ดินที่ตนซื้อมาจากโจทก์ร่วม(สามีจำเลย)
จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนการซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทระหว่างโจทก์กับนายวุฒิไกร(สามีจำเลย)เฉพาะส่วนของ จำเลย ให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นให้ใช้ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระแล้วเสร็จ
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนายวุฒิไกร เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๓) ศาลชั้นต้นอนุญาต
โจทก์ร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์กับโจทก์ร่วมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๒๗๓๓ ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมทาว์น์เฮาส์พิพาทเลขที่ ๑๖๑/๘๙๙ เป็นของจำเลยกึ่งหนึ่ง หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ (ที่ถูกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ)
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนจำเลย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามคำฎีกาของโจทก์ว่า บันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่าที่เขียนไว้ว่า “เรื่องทรัพย์สินที่ดิน ๒๑ ตารางวา พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ ๑๖๑/๘๙๙ ซึ่งอยู่ระหว่างผ่อนส่งกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำกัด ซึ่งหากผ่อนส่งชำระเสร็จสิ้นแล้วจะยกกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิง” มีความหมายว่า ให้ทรัพย์สินพิพาทตกเป็นของโจทก์ร่วมทั้งหมดหรือไม่ ในระหว่างผ่อนชำระ หากตกเป็นของโจทก์ร่วม โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทหรือไม่ และจำเลยมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมได้หรือไม่เพียงใด
ศาลฎีกาแปลความหมายของข้อตกลงนี้ว่า
ประการแรก เห็นว่า ข้อตกลงไม่มีข้อความตอนใดระบุว่า จำเลยยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมทั้งหมด เพียงแต่ถ้าหากโจทก์ร่วมผ่อนชำระหมดแล้ว โจทก์ร่วมจะยกกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยเท่านั้น
ประการที่สอง เห็นว่า เมื่อข้อตกลงไม่มีข้อความใดแบ่งแยกสินสมรสกันไว้ว่า จำเลยยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมทั้งหมด การแบ่งสินสมรสจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๓ ที่บัญญัติว่า ให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน คือ คนละกึ่งหนึ่ง เมื่อข้อตกลงหลังทะเบียนหย่า ไม่มีข้อตกลงในการแบ่งแยกสินสมรสกันไว้ โจทก์ร่วมและจำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินพิพาทคนละส่วนเท่าๆกันในทุกส่วนของทรัพย์สินพิพาท
ประการที่สาม เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมนำที่ดินและทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่งแยกกันไว้ขณะทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่าไปขาย ซึ่งจำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์ร่วม โดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์ร่วมกับโจทก์ จึงมีผลผูกพันเฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเท่านั้นไม่ผูกพันจำเลย
เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันกับจำเลยในทุกส่วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาท ส่วนจำเลยมีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮาส์ระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วม ในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๖๐/๒๕๕๒)
คำพิพากษาของศาลฎีกาที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ก่อนที่จะทำบันทึกแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างสามีภริยาไว้ในท้ายทะเบียนหย่า หรือทำข้อตกลงกันเองก็ต้องระบุกันไว้ให้ชัดเจนว่า ใครได้กรรมสิทธิ์ในสินสมรสระหว่างที่ยังผ่อนชำระไม่เสร็จสิ้น และหากจะต้องขายในระหว่างผ่อนคู่สามีภริยาจะต้องแบ่งกันอย่างไร เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากเพียงบันทึกตกลงว่า “ที่ดินและทาวน์เฮาส์เมื่อผ่อนชำระเสร็จสิ้นแล้วจะยกกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิง” นั้น ผลทางกฎหมายก็มีเพียงว่า ฝ่ายหญิงมิได้ยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทในส่วนของตนทั้งหมดให้โจทก์ร่วม ในระหว่างผ่อนชำระกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำกัด ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาท จึงยังคงเป็นของโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันในระหว่างผ่อนชำระ หาใช่ที่ดินและทาวน์เฮาส์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งหมดนะครับ
จดทะเบียนสมรสในต่างประเทศ...หย่าในประเทศไทย
ถาม สามีต่างชาติและภริยาไทยจดทะเบียนสมรสกันในต่างประเทศจะทำการหย่ากันโดยความยินยอมในประเทศไทยได้หรือไม่ และมีผลเป็นอย่างไรบ้าง?
ตอบ สามีต่างชาติและภริยาไทยจะจดทะเบียนการหย่ากันในประเทศไทยได้นั้น กฎหมายแห่งสัญชาติของสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายต้องยอมให้หย่ากันได้ ซึ่งการหย่านั้นก็มีอยู่ ๒ แบบ
แบบแรก เป็นการหย่าโดยความยินยอม สามีต่างชาติและภริยาจะทำการหย่าได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายแห่งสัญชาติของสามีและภริยายินยอมให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายหย่าโดยความยินยอมได้
แบบที่สอง เป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่าขาดจากกัน เว้นแต่ กฎหมายแห่งสัญชาติของสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากสามีต่างชาติและภริยาไทยจดทะเบียนสมรสกันในต่างประเทศ หากประสงค์จะทำการหย่ากันโดยความยินยอมในประเทศไทยจึงสามารถกระทำได้ตามแบบการหย่าข้างต้น และมีผลใช้บังคับกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๔ แม้สามีต่างชาติและภริยาไทยจะมิได้จดทะเบียนสมรสโดยนายทะเบียนประจำสำนัก-นายทะเบียนอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ หรือโดยนายทะเบียน ณ ที่ทำการสถานทูตหรือกงสุลไทยก็ตาม แต่การหย่านี้จะอ้างเป็นเหตุให้เสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการหย่าแล้ว
ส่วนการจดทะเบียนหย่าในประเทศไทยก็ต้องปฏิบัติตามตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.๒๔๗๘ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าการใด ๆ อันเกี่ยวกับฐานะแห่งครอบครัว ได้ทำขึ้นในต่างประเทศซึ่งกฎหมายแห่งประเทศที่ทำขึ้นนั้นบัญญัติไว้ ผู้มีส่วนได้เสียจะขอให้บันทึกในประเทศไทยก็ได้ แต่ต้องยื่นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการนั้น โดยมีคำรับรองถูกต้องพร้อมกับคำแปลภาษาไทยซึ่งฝ่ายนั้นต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และมาตรา ๑๘ บัญญัติว่า การจดทะเบียนการหย่าโดยความยินยอมนั้น ให้นายทะเบียนรับจดต่อเมื่อสามีและภริยาร้องขอ และได้นำหนังสือตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๕๑๔ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาแสดงต่อนายทะเบียนด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า แม้สามีภริยาจะจดทะเบียนสมรสกันในต่างประเทศตามแบบกฎหมายของกฎหมายต่างประเทศก็ตาม หากทั้งสองฝ่ายประสงค์จะจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายแล้ว ก็สามารถจดทะเบียนหย่าในประเทศไทยตามขั้นตอนของบทกฎหมายดังกล่าวได้
วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
การคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณา
การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการก็ตาม
ส่วนข้อความที่ถือว่าเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวมนั้นก็ได้แก่ข้อความต่อไปนี้ครับ
(๑) ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง
(๒) ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการสถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม
(๓) ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ
(๔) ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน
(๕) ข้อความอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
อนึ่ง ข้อความที่ใช้ในการโฆษณาที่บุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ว่า เป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้ ไม่เป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณาตาม (๑) ครับ
การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่
ส่วนข้อความที่ถือว่าเป็นข้อความที่ไม่
(๑) ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความ
(๒) ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้า
(๓) ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตร
(๔) ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแย
(๕) ข้อความอย่างอื่นตามที่กำหนดในก
อนึ่ง ข้อความที่ใช้ในการโฆษณาที่
"การขอตั้งผู้จัดการมรดก"
กฎหมายบอกว่า การตั้งผู้จัดการมรดกนั้นจะต้องมีเหตุที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ซึ่งเหตุที่ว่ามานี้ก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน
ประการแรก เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรม หรือผู้รับพินัยกรรมได้สูยหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาจักร หรือเป็นผู้เยาว์
ประการที่สอง เมื่อผู้จัดการมรดก หรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก หรือในการแบ่งปันมรดก
ประการที่สาม เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใดๆ
ส่วนผู้ที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้นก็ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ คือ
๑) ทายาท
๒) ผู้มีส่วนได้เสีย
๓) พนักงานอัยการ
อนึ่ง หากเป็นกรณีการตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดนั้น ถ้าไม่มีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก โดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกครับ
กฎหมายบอกว่า การตั้งผู้จัดการมรดกนั้นจะต้องมีเหตุที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ซึ่งเหตุที่ว่ามานี้ก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน
ประการแรก เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรม หรือผู้รับพินัยกรรมได้สูยหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาจักร หรือเป็นผู้เยาว์
ประการที่สอง เมื่อผู้จัดการมรดก หรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก หรือในการแบ่งปันมรดก
ประการที่สาม เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใดๆ
ส่วนผู้ที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้นก็ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ คือ
๑) ทายาท
๒) ผู้มีส่วนได้เสีย
๓) พนักงานอัยการ
อนึ่ง หากเป็นกรณีการตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดนั้น ถ้าไม่มีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก โดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกครับ
"วิธีแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวม"
ประการแรก แบ่งทรัพย์สินโดยเจ้าของรวมตกลงกันเองหรือ
ประการที่สอง ตกลงขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน
ประการที่สาม หากตกลงกันไม่ได้ต้องให้ศาลชี้ขาด และศาลอาจสั่งดังนี้
๑) ให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่งหรือ
๒) ให้ขายโดยประมูลราคากันเองระหว่างเจ้าของรวม หรือขายทอดตลาดก็ได้ครับ!!!!!!!!!!!
ประการแรก แบ่งทรัพย์สินโดยเจ้าของรวมตกลง
ประการที่สอง ตกลงขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินมาแ
ประการที่สาม หากตกลงกันไม่ได้ต้องให้ศาลชี้ข
๑) ให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่งหรือ
๒) ให้ขายโดยประมูลราคากันเองระหว่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)